ประเทศ สิงคโปร์
ข่าวประจำวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๙
หมวด การเมือง
สิงคโปร์ – ภายในปี ๒๕๗๐ โรงเรียนทุกแห่งในสิงคโปร์จะต้องปฏิบัติตามมาตรการพื้นฐานทางวินัยในการจัดการกับนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงการกลั่นแกล้งผู้อื่น
มาตรการดังกล่าวรวมถึง การกักบริเวณหรือการพักการเรียนเป็นระยะเวลาไม่เกินสามวัน หรือใช้ทั้งสองมาตรการควบคู่กันสำหรับนักเรียนที่กระทำความผิดร้ายแรงเป็นครั้งแรก ทั้งยังมีการปรับลดคะแนนความประพฤติของนักเรียนด้วย
นอกจากนี้ นักเรียนที่กระทำความผิดครั้งแรกอาจได้รับโทษโดยถูกตีหนึ่งครั้ง และสำหรับนักเรียนที่กระทำความผิดซ้ำ อาจได้รับโทษโดยถูกตีมากที่สุดไม่เกินสามครั้ง อนึ่ง การทำโทษโดยการตีจะใช้ทำโทษเฉพาะนักเรียนชายที่กำลังศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายขึ้นไปเท่านั้น
ในการนี้ บทลงโทษของแต่ละกรณีจะแตกต่างกันไปตามระดับความร้ายแรงของความผิด โดยแบ่งเป็นความผิดร้ายแรงและความผิดร้ายแรงมาก สำหรับกรณีการกลั่นแกล้งผู้อื่น การลงโทษจะพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ผลกระทบ เจตนา และพฤติการณ์ฝ่าฝืนไม่ยอมปรับปรุงแก้ไข
ความผิดร้ายแรง ประกอบด้วยการกลั่นแกล้งผู้อื่น การทุจริตในการสอบ การเล่นการพนัน การสูบบุหรี่ไฟฟ้า และการกระทำความผิดอื่นใดที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ส่วนความผิดร้ายแรงมาก ได้แก่ การวางเพลิง การเสพสารเสพติด การทะเลาะวิวาท การสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารเอโทมิเดต (etomidate) และการกระทำใดที่ผิดกฎหมายหรือการกระทำที่ถือเป็นความผิดทางอาญาอื่น ๆ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายสาหัส
แม้ในปัจจุบันโรงเรียนสามารถใช้ดุลยพินิจบางประการในการกำหนดแนวทางจัดการเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและสามารถปรับใช้แนวปฏิบัติตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) ได้ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ดี มาตรการทางวินัยข้างต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสอดคล้องเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกโรงเรียน ดังที่ นายเดสมอนด์ ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวไว้เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๙
ทั้งนี้ ภายหลังการดำรงตำแหน่งในกระทรวงการศึกษามากว่าหนึ่งปี นายลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศมาตรการทางวินัยอันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอแนะ ๙ ข้อ เพื่อแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งและพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการทบทวนมาตรการการลงโทษสำหรับกรณีการกลั่นแกล้งในโรงเรียน โดยวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินการต่าง ๆ ในโรงเรียนและสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาในด้านต่าง ๆ
หลังจากที่มีเหตุการณ์การกลั่นแกล้งหลายกรณีถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กระทรวงศึกษาธิการ สิงคโปร์ จึงได้มีการใคร่ครวญมาตรการการลงโทษสำหรับกรณีการกลั่นแกล้งในโรงเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างละเอียด โดยมีกรณีหนึ่งที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ จำนวน ๓ คน ได้ส่งข้อความข่มขู่เอาชีวิตมารดาของเพื่อนร่วมชั้น โดยนักเรียนทั้งสามคนถูกลงโทษด้วยการพักการเรียน และมีนักเรียนหนึ่งคนถูกลงโทษ
โดยการตี
ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๙ แสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิดเหตุกลั่นแกล้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยในช่วงระหว่างปี ๒๕๖๔ และ ปี ๒๕๖๘ มีอัตราการเกิดเหตุในโรงเรียนประถมศึกษาเพิ่มขึ้นจาก ๒ กรณี เป็น ๓ กรณี ต่อจำนวนนักเรียน ๑,๐๐๐ คน และในโรงเรียนมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้นจาก ๖ กรณี เป็น ๘ กรณี ต่อจำนวนนักเรียน ๑,๐๐๐ คน
มาตรการอื่น ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนกำลังดำเนินการ ได้แก่ การปรับปรุงการเข้าถึงช่องทางการร้องเรียนและแจ้งเหตุให้สะดวกยิ่งขึ้น และการให้ข้อมูลความคืบหน้าในระหว่างกระบวนการสอบสวนแก่ผู้ปกครองอย่างทันท่วงทีและสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น
ตามมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการ พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายครอบคลุมถึงการแสดงความเห็นที่ไม่เหมาะสมและการทะเลาะวิวาททางกายภาพแม้เพียงครั้งเดียว ขณะที่การกลั่นแกล้งหมายถึง การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นการกระทำที่เกิดจากเจตนาที่ไม่ดี
กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกว่า ๒,๐๐๐ คน ทบทวนมาตรการพื้นฐานทางวินัยในโรงเรียน โดยการทบทวนดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในปี ๒๕๖๘
ข้อเสนอแนะสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อรับมือในกรณีมีเหตุกลั่นแกล้ง ประกอบด้วย
- ใช้สถานการณ์จากชีวิตจริงในการกระตุ้นความสนใจและการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนในการสอนเรื่อง การให้คุณค่า
- เสริมสร้างศักยภาพให้นักเรียนสามารถเป็นผู้นำในหมู่เพื่อนและมีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมเชิงบวกทางสังคม
- ส่งเสริมและปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความมีน้ำใจและความเคารพในทุกโรงเรียนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
- เสริมสร้างนโยบาย กระบวนการ และช่องทางการแจ้งเหตุภายในโรงเรียน เพื่อให้สามารถดำเนินการกับพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายและการกลั่นแกล้งได้อย่างทันท่วงทีและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
- เพิ่มความแข็งขันในการบริหารจัดการเหตุที่เกี่ยวข้องกับสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีดิจิทัล
- จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการจ้างบุคลากรเพิ่มเติมสำหรับโรงเรียนที่มีความจำเป็น
- พัฒนาศักยภาพครูให้สามารถดูแลนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งสามารถประสานงานกับผู้ปกครองได้อย่างเหมาะสม
- ให้โรงเรียนร่วมกับผู้ปกครองปลูกฝังเรื่อง การให้คุณค่าในครอบครัวและให้ผู้ปกครองสนับสนุนบุตรหลานของตน
- เสริมสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมให้มากยิ่งขึ้น
(อ้างอิง: กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MINISTRY OF EDUCATION), STRAITS TIMES GRAPHICS)
ในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนระหว่างการลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียนประถมศึกษา Teck Ghee นายลี กล่าวว่า “การวางแนวมาตรการที่มีมาตรฐานร่วมกันบางประการ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกฝ่ายว่า โรงเรียน ในสิงคโปร์มีแนวปฏิบัติร่วมกันที่มุ่งให้เกิดความสอดคล้องในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น และมีการบังคับใช้มาตรการ ทางวินัยอย่างเป็นระบบและเหมาะสม”
นายลียังกล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนยังมีความเป็นอิสระในการดำเนินการต่าง ๆ ในระดับหนึ่ง เนื่องจากโรงเรียน แต่ละแห่งย่อมเข้าใจนักเรียนของตนได้ดีที่สุด ทั้งยังสามารถใช้ดุลยพินิจโดยคำนึงถึงบริบทและสถานการณ์เฉพาะในแต่ละกรณีได้
ตามมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนแต่ละแห่งอาจกำหนดมาตรการลงโทษเพิ่มเติมได้ โดยต้องพิจารณาปัจจัยบรรเทาโทษ ก่อนการลงโทษด้วยการตี ทั้งควรคำนึงถึงเรื่องของอายุ ระดับวุฒิภาวะ ความต้องการด้านการศึกษาพิเศษเพิ่มเติม หรือสภาพสุขภาวะทางจิตของนักเรียนคนนั้น ๆ ด้วย
นายลี กล่าวว่า ภายในปี ๒๕๗๐ สิงคโปร์จะมีช่องทางการแจ้งเหตุออนไลน์รูปแบบใหม่ เพื่อให้นักเรียนสามารถแจ้งเหตุการกลั่นแกล้งและพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้โดยตรง ทั้งนี้รายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งในภายหลัง นอกจากนี้ จะมีการจัดทำแบบฟอร์มรายงานเหตุการณ์เพื่อให้นักเรียนใช้ในการแจ้งเหตุอีกด้วย
สำหรับกรณีการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ กระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า ผู้เสียหายสามารถรายงานเหตุไปยังแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องได้ รวมทั้งรายงานต่อคณะกรรมการความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Commission) ซึ่งจะมีการจัดตั้งขึ้นภายในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ๒๕๖๙ โดยตลอดกระบวนการสอบสวน โรงเรียนจะให้ข้อมูลความคืบหน้าแก่ผู้ปกครองอย่างทันท่วงทีและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น
มาตรการการดำเนินการทางวินัยจะกำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกโรงเรียน
ที่ผ่านมา โรงเรียนต่าง ๆ ได้ยึดถือแนวการดำเนินการทางวินัยตามกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) โดยแต่ละโรงเรียนสามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ดี ภายในปี ๒๕๗๐ โรงเรียนทุกแห่งจะมีมาตรการการดำเนินการทางวินัยที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
| |
ความผิดร้ายแรง |
ความผิดร้ายแรงมาก |
| ความหมาย |
การขาดเรียนโดยไม่มีเหตุอันสมควร การกลั่นแกล้ง (ทั้งทางออนไลน์ ทางกายภาพ ทางวาจา เป็นต้น) การทุจริต การปลอมแปลง การลักทรัพย์ ความผิดที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามก การสูบบุหรี่ไฟฟ้า และความผิดอื่นที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย^ |
การวางเพลิง การทำร้ายร่างกาย การเสพสารเสพติด การทะเลาะวิวาท การสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารเอโทมีเดต (etomidate) การประพฤติผิดทางเพศ การกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง และความผิดทางกฎหมายหรือทางอาญาอื่นที่ก่อให้เกิดอันตรายสาหัส^ |
ผู้กระทำความผิดครั้งแรก
|
- กักบริเวณหรือพักการเรียนเป็นระยะเวลา ๑-๓ วัน หรือใช้ควบคู่กันทั้งสองมาตรการ*
- และ/หรือ ตี ๑ ครั้ง** (ในกรณีมีปัจจัยเพิ่มโทษ)
- และปรับลดคะแนนความประพฤติ
|
- กักบริเวณหรือพักการเรียนเป็นระยะ เวลา ๓-๕ วัน หรือใช้ควบคู่กันทั้งสองมาตรการ
- และ/หรือ ตีไม่เกิน ๒ ครั้ง
- และปรับคะแนนความประพฤติ โดยไม่ให้เกรดสูงกว่า “พอใช้”
|
| ผู้กระทำความผิดครั้งที่สอง |
- กักบริเวณหรือพักการเรียนเป็นระยะเวลา ๓-๕ วัน หรือใช้ควบคู่กันทั้งสองมาตรการ
- และ/หรือ ตีไม่เกิน ๒ ครั้ง
- และปรับคะแนนความประพฤติ โดยไม่ให้เกรดสูงกว่า “พอใช้”
|
- กักบริเวณหรือพักการเรียนเป็นระยะ เวลา ๕-๑๔ วัน หรือใช้ควบคู่กันทั้งสอง มาตรการ
- และ/หรือ ตีไม่เกิน ๓ ครั้ง
- และปรับคะแนนความประพฤติเป็น “แย่”
|
| ผู้กระทำความผิดซ้ำ |
- กักบริเวณหรือพักการเรียนเป็นระยะเวลา ๕-๑๔ วัน หรือใช้ควบคู่กันทั้งสองมาตรการ
- และ/หรือ ตีไม่เกิน ๓ ครั้ง
- และปรับคะแนนความประพฤติเป็น “แย่”
|
|
หมายเหตุ
^ โรงเรียนสามารถพิจารณาระดับความร้ายแรงของความผิดได้โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ผลกระทบ เจตนา และพฤติการณ์ฝ่าฝืนไม่ยอมปรับปรุงแก้ไข
*การพักการเรียนอาจดำเนินการภายในโรงเรียนหรือที่บ้าน
**การทำโทษโดยการตีจะใช้ทำโทษเฉพาะนักเรียนชายที่กำลังศึกษาในชั้นประถมศึกษาตอนปลายขึ้นไปเท่านั้น
อ้างอิง: กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MINISTRY OF EDUCATION), STRAITS TIMES GRAPHICS
ในการนี้ โรงเรียนควรจะติดต่อประสานกับผู้ปกครองภายหลังมีการแจ้งเหตุ ทั้งชี้แจงกรอบระยะเวลาในการดำเนินการสอบสวน เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับทราบข้อมูลในระหว่างที่โรงเรียนดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง จากผู้ที่เกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เพื่อให้การสื่อสารระหว่างฝ่ายต่าง ๆ รวดเร็วยิ่งขึ้น กระทรวงศึกษาธิการระบุว่าจะเพิ่มบุคลากรในโรงเรียน เพื่อมาสนับสนุนภาระงานด้านธุรการและการสอบสวนตามความจำเป็นของแต่ละโรงเรียน
ในระยะแรกของการทบทวนมาตรการการลงโทษสำหรับกรณีที่มีเหตุกลั่นแกล้งในโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการผ่านการทบทวนวรรณกรรมและการหารือภายในกับบุคลากรทางการศึกษา โดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา การปลูกฝัง เรื่อง การให้คุณค่าและการเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองให้ดียิ่งขึ้น
ส่วนระยะที่สอง ซึ่งเริ่มดำเนินการในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๘ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดโอกาสให้บุคคลมากกว่า ๒,๐๐๐ คน ที่รวมถึงผู้ปกครอง นักเรียนและนักวิจัย ให้มามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
ซึ่งจากการดำเนินการดังกล่าวพบว่า นักเรียนเห็นคุณค่าของการได้รับโอกาสในการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดระหว่างเพื่อนด้วยตัวนักเรียนเอง ทั้งนี้นักเรียนและผู้ปกครองรับทราบถึงจุดยืนของโรงเรียนในการต่อต้านการกลั่นแกล้ง แต่นักเรียนและผู้ปกครองก็ยังคงมีความกังวลว่าโรงเรียนจะสามารถจัดการกรณีที่มีความซับซ้อนให้เป็นไปอย่างทันท่วงทีและเป็นธรรมได้หรือไม่
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมทบทวนมาตรการฯ ยังได้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งและการส่งเสริมความมีน้ำใจต่อกัน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนในวงกว้าง
ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ การจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการจ้างบุคลากรเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียนที่มีความจำเป็น การใช้สถานการณ์จากชีวิตจริงเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนที่สอนเรื่องคุณลักษณะและความเป็นพลเมือง การเสริมศักยภาพให้ครูสามารถดูแลจัดการพฤติกรรมของนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถประสานงานกับผู้ปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมเพื่อส่งเสริมความมีน้ำใจต่อกัน
นายลี กล่าวโดยสรุปว่า ข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้เสนอขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการเชิงการศึกษาและการฟื้นฟูแก้ไข (educative and restorative process)
“เราต้องการบูรณาการกระบวนการดังกล่าวอย่างแข็งขัน ให้เป็นส่วนหนึ่งในวงจรทั้งหมดของการจัดการพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายและการกลั่นแกล้ง” ทั้งระบุว่า เป้าหมายมิได้อยู่เพียงการจัดการเหตุที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งลดเหตุที่อาจเลวร้ายถึงที่สุด และเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้
อย่างไรก็ดี กระทรวงศึกษาธิการจะติดตามการดำเนินมาตรการเหล่านี้ โดยดำเนินงานร่วมกับโรงเรียนในการรวบรวมข้อมูลและติดตามความก้าวหน้าในภาพรวมของระบบ
ในการนี้ นายสุรัช แนร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน Rosyth ได้ยกตัวอย่างมาตรการที่โรงเรียนยึดปฏิบัติว่า นักเรียนมีช่องทางการรายงานแจ้งเหตุที่หลากหลาย ตั้งแต่การพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้ ไปจนถึงการใช้แบบฟอร์มรายงานเหตุออนไลน์ของโรงเรียน หรือการส่งจดหมายถึงฝ่ายบริหารงานกลางของโรงเรียน
นอกจากนี้ โรงเรียนกำลังพิจารณาจัดทำแบบฟอร์มในรูปแบบเอกสารสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น โดยเป็นการออกแบบเพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถสื่อสารและแจ้งข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น
นายสุรัช กล่าวว่า แม้ว่าจำนวนรายงานกรณีการกลั่นแกล้งหรือพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นตามจำนวนช่องทางการรายงานที่หลากหลายมากขึ้น โรงเรียนจะยังคงยึดแนวทางที่ “เข้มงวดแต่เป็นธรรม” เพื่อให้มั่นใจว่าผู้กระทำความผิดยังคงได้รับการดูแลและยังอยู่ในระบบของโรงเรียน ขณะเดียวกันก็ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เสียหายด้วย
สำหรับความผิดที่มีความรุนแรงลดหลั่นลงมา ทางโรงเรียนจะดำเนินการผ่านวิธีการสนทนาเชิงฟื้นฟู (restorative conversations) แต่หากเป็นความผิดร้ายแรงจะได้รับการลงโทษอย่างเข้มงวด เช่น การพักการเรียน การตี หรืออาจดำเนินการส่งตัวผู้กระทำความผิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ
นายสุรัชกล่าวถึงผู้กระทำความผิดว่า “สิ่งสุดท้ายที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้น คือ การทำให้เด็กถูกแยกออกจากสังคม” “เราต้องทำให้พวกเขามั่นใจว่า แม้จะต้องเผชิญกับผลของการกระทำของตนเอง แต่พวกเขายังคงเป็นนักเรียนของเรา และเราจะดูแลพวกเขา”
เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ความปลอดภัยของผู้เสียหายถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับสูงสุดของโรงเรียน โดยการดูแลความปลอดภัยดังกล่าวอาจรวมถึงการจัดทำแผนความปลอดภัย เช่น การปรับเปลี่ยนที่นั่ง การจัดให้นักเรียนมีเพื่อนคอยดูแลระหว่างอยู่ในโรงเรียน หรือมีผู้ร่วมเดินทางกลับบ้าน ทั้งนี้ แผนความปลอดภัยดังกล่าวจะมีการสื่อสารให้ผู้ปกครองรับทราบด้วย
นายสุรัชเน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่ผู้ปกครองให้ความไว้วางใจและทำงานร่วมกับโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โรงเรียนมีระยะเวลาเพียงพอในการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยระบุว่า “เราดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดเพื่อเป็นการส่งสารที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทันที ต้องอาศัยเวลาและความพยายาม”
ขณะที่นายอึ้ง ฮก ซุน ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษา Zhenghua กล่าวว่ามาตรการของโรงเรียนสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ และจะมีการปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นตามความจำเป็น
เมื่อเกิดเหตุกลั่นแกล้ง ผู้ปกครองจะได้รับแจ้งเหตุและได้รับข้อมูลความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเมื่อกระบวนการสอบสวนเริ่มต้นขึ้น โดยทางโรงเรียนจะติดตามประสานงานกับนักเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้สามารถคลี่คลายเหตุต่าง ๆ ให้ได้โดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรเวลาเพื่อให้ครูและนักเรียนได้พบพูดคุยรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มย่อยถึงแนวทาง การรับมือในกรณีเผชิญสถานการณ์ที่ท้าทาย
“แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้นักเรียนสามารถยับยั้งพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเพื่อน (หากมี) ทั้งสามารถแจ้งให้ครูทราบได้เมื่อมีความจำเป็น”
นางแพทริเซีย ตัน ผู้ปกครองรายหนึ่ง กล่าวว่า เธอหวังว่ามาตรการทางวินัยและข้อเสนอแนะต่าง ๆ จะมาพร้อมกับการใช้แนวทางเชิงฟื้นฟูทั้งกับผู้เสียหายและผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง
“การลงโทษอาจเป็นเครื่องมือการยับยั้งเหตุในระยะสั้น แต่ฉันหวังว่าจะมีแนวทางช่วยเหลือนักเรียนในระยะยาว” มารดาของนักเรียนหนึ่งคน ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของสถาบันให้คำปรึกษาผู้ปกครอง กล่าว
นางตัน วัย ๕๔ ปี ระบุว่า สิ่งสำคัญคือการเข้าถึงสาเหตุอันเป็นรากฐานของพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง และทำความเข้าใจปัจจัยกระตุ้นที่นำไปสู่การกระทำดังกล่าว
“บางรายอาจเป็นเด็กที่เคยถูกกระทำด้วยความรุนแรงอย่างมาก” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่า เราอาจมีแนวทางที่ให้ผู้กระทำความผิดมีโอกาสพบกับผู้ให้คำปรึกษาเป็นเวลา ๔๕ นาที ในแต่ละวัน เพื่อรับคำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาในชีวิตประจำวัน ซึ่งนางตันกล่าวเสริมว่า “ดิฉันเห็นว่าการให้คำปรึกษาจะก่อให้เกิดผลเชิงบวกในระยะยาวมากกว่า ทั้งต่อผู้เสียหายและผู้กลั่นแกล้ง”
ที่มาของข่าว : https://www.straitstimes.com/singapore/caning-suspension-among-standard-disciplinary-measures-in-all-schools-by-2027-to-combat-bullying-moe?utm_medium=social&utm_source=facebook&utm_campaign=stfb
ผู้แปล นางสาวยศวดี ทาลีราช นักวิเทศสัมพันธ์ชำนาญการ
กลุ่มงานภาษาอังกฤษ
ผู้ทาน นางสาวนีรนันท์ สังข์โต ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานภาษาอังกฤษ
ผู้ตรวจ นายธนูคม บำรุงผล ผู้อำนวยการสำนักภาษาต่างประเทศ
สำนักภาษาต่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร